Case Study: VRANDA พลิกเกมด้วย Asset-Light Strategy ฝ่าตลาดท่องเที่ยวผันผวน

Case Study: VRANDA พลิกเกมด้วย Asset-Light Strategy ฝ่าตลาดท่องเที่ยวผันผวน
ในธุรกิจโรงแรม ความไม่แน่นอนถือเป็นเรื่องปกติ แต่บางช่วงเวลา “ความผันผวน” กลับกลายเป็นบททดสอบความอยู่รอด โดยเฉพาะช่วงปี 2019 – 2021 ที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกหยุดชะงัก กรณีของ VRANDA ถือเป็นตัวอย่างชัดเจนของการปรับโมเดลธุรกิจเพื่อสร้างความยืดหยุ่น และเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นจุดตั้งต้นของการเติบโตระยะยาว
1. ปัญหาที่พบ (Pain Points)
ความผันผวนของรายได้
- ธุรกิจโรงแรมที่ต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติสูง เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น โรคระบาดหรือเศรษฐกิจโลกชะลอตัว รายได้จะหายไปทันที เนื่องจากรายได้ค่าห้องพักซึ่งเป็นหัวใจหลักจึงมีความเสี่ยงเชิงวัฏจักรสูง
ต้นทุนคงที่สูง (High Fixed Costs)
- แม้ไม่มีแขกเข้าพัก แต่โรงแรมยังมีต้นทุนพนักงาน ค่าสาธารณูปโภค และค่าบำรุงรักษาอาคารจำนวนมาก ต้นทุนเหล่านี้ไม่ลดลงตามจำนวนลูกค้า ทำให้กำไรผันผวนอย่างรุนแรงเมื่อรายได้หดตัว
การแข่งขันในเมืองท่องเที่ยวหลัก
- ทำเลอย่างชะอำ หัวหิน หรือเชียงใหม่ ที่มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดต่อเนื่อง การรักษาอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ให้สูงตลอดปีจึงเป็นเรื่องท้าทาย โดยเฉพาะในช่วง Low Season
2. วิธีแก้ (Solutions)
Mix-Use Development
- VRANDA ปรับแนวคิดจากการสร้าง “โรงแรมล้วน” เป็นโครงการแบบผสมผสาน (Mixed-Use) โดยพัฒนา Residences ควบคู่ไปกับโรงแรม เช่น โครงการในพัทยาและภูเก็ต การขายยูนิตล่วงหน้าช่วยสร้างกระแสเงินสดก้อนใหญ่ ลดภาระหนี้ธนาคาร และเสริมสภาพคล่องในช่วงที่รายได้จากห้องพักชะลอตัว
ขยายสู่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B)
- บริษัทต่อยอดเข้าสู่ธุรกิจร้านอาหารและขนมหวาน ผ่านแบรนด์อย่าง Gram Pancakes และ Pablo Cheese Tart เพื่อสร้างรายได้รายวัน (Daily Cash Flow) โมเดลนี้ช่วยลดการพึ่งพารายได้จากการเข้าพักเพียงอย่างเดียว และสร้างการรับรู้แบรนด์ในกลุ่มลูกค้าเมืองใหญ่
Branded Residences
- การใช้ชื่อเสียงด้านดีไซน์ของ Veranda มาพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นเรื่องคุณภาพ การบริหารจัดการ และบริการหลังการขาย ลูกค้าที่ซื้อที่อยู่อาศัยยังสามารถปล่อยเช่าผ่านระบบบริหารของโรงแรมได้อีก เป็นการสร้าง Ecosystem รายได้ที่เชื่อมต่อกัน
3. ผลลัพธ์วัดผลได้ (Measurable Results)
รายได้อสังหาฯ หนุนฐานกำไร
- ในช่วงที่การท่องเที่ยวซบเซา บริษัทสามารถโอนกรรมสิทธิ์โครงการที่พัฒนาไว้ก่อนหน้า เช่น Veranda Residence Pattaya และโครงการที่ภูเก็ต สร้างรายได้หลักพันล้านบาท ช่วยพยุงงบการเงินและรักษาสถานะทางการเงินให้แข็งแรง
Occupancy Rate ฟื้นตัวเร็ว
- เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย รีสอร์ทในทำเลที่รถขับถึง เช่น หัวหินและพัทยา จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยช่วงวันหยุดยาวมีอัตราเข้าพักแตะระดับ 70–80% เพราะการวางตำแหน่งเป็น “Lifestyle & Design Hotel” ที่ตอบโจทย์คนเมือง อยากพักผ่อนแต่ไม่ไกลจากเมือง
พอร์ต F&B เติบโตต่อเนื่อง
- รายได้จากธุรกิจอาหารและขนมหวานเริ่มมีสัดส่วนที่สำคัญในโครงสร้างรายได้รวม ทำหน้าที่เป็นกันชนทางการเงินในช่วงที่รายได้โรงแรมผันผวน
4. ระยะเวลา (Timeline)
ช่วงปี 2019–2021: ช่วงวิกฤต บริษัทเร่งปรับพอร์ต เพิ่มสัดส่วนรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ และขยายธุรกิจ F&B อย่างจริงจัง
ช่วงปี 2022–ปัจจุบัน: เข้าสู่โหมดขยายตัว เปิดโครงการใหม่ทั้งโรงแรมและ Residences เช่น Veranda Resort & Residences Hua Hin Cha-am และโปรเจกต์ใหญ่ที่ภูเก็ต เพื่อรองรับการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ
เคสของ VRANDA คือบทเรียนของการใช้จุดแข็งด้าน Branding และ Design มาต่อยอดจากผู้ให้บริการห้องพัก สู่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเจ้าของธุรกิจอาหาร ทำให้โมเดลรายได้มีหลายเครื่องยนต์ และพร้อมรับมือความผันผวนในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
